อุบัติเหตุเบนซ์หรู :เหตุและต้นตอของปัญหา

ในทศวรรษนี้องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นทศวรรษที่ลดอุบัติเหตุ เมืองไทยของเราก็เข้าร่วมกับโครงการนี้ด้วยมีการไปประชุมกันมาแล้วหลายครั้ง มีแผนปฏิบัติงานต่าง ๆ     ก่อนหน้านี้สิบกว่าปีก็มีหน่วยงานได้นำเสนอวิธีการลดอุบัติเหตุ เลือกจังหวัดนำร่อง ก็ได้มีการพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ป้ายเตือนต่าง ๆ ข้างทางก็มีเพิ่มมากขึ้น ราวกั้น (Guard rails) ตามแหล่งเสี่ยงต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นมา ถนนบางเส้นติดไฟส่องสว่างในยามค่ำคืน ช่องทางเดินรถก็ได้ขยายเพิ่ม ถนนที่เดินรถสวนทางก็ปรับเปลี่ยนเป็นเดินรถทางเดียว

แนวโน้มจำนวนอุบัติเหตุทางรถยนต์น่าจะลดลงถ้าเราพิจารณาจากพัฒนาการด้านหลักวิศวกรรมที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ผมยกตัวอย่างเช่น ถนน Motorway มีจุดสีขาวกลม ๆ เป็นช่วงเพื่อให้เว้นระยะห่างหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะชนท้ายรถคันหน้าหากรถคันหน้าเบรกอย่างกะทันหัน เป็นระยะที่เบรกหยุดได้พอปลอดภัย (ออกแบบโดย ดร.สมประสงค์ สมัยที่ท่านยังเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี)

ส่วนตามข้างทางก็มีป้ายเตือนจำกัดความเร็ว ป้ายเตือนลักษณะทางข้างหน้า (Self Explaining Roads) เพื่อเป็นเกณฑ์ปลอดภัยแก่นักขับ เราเรียกสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นว่า “ตัวนำนักขับ – Driver Guides” ภาษาบ้าน ๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย ถ้าขับตามป้ายเตือนที่ถนนบอกไว้ก็จะมีโอกาสปลอดภัยมากถึง 90% เพราะป้ายเตือนเหล่านั้นได้ถูกคำนวณตามมาตรฐาน
นึกภาพเวลาที่เราไปสนามบินหรือแหล่งท่องเที่ยวจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติพอลงเครื่องก็จะเดินตามคนที่ถือธงอยู่ข้างหน้า เพราะกลัวหลงทางจึงต้องเดินตาม ๆ กันไป การขับรถก็เช่นกัน หากขับโดยไม่”สวามิภักดิ์ป้ายเตือน”ย่อมมีโอกาสพลัดหลง

การบอกสภาพถนนเราเรียกทับศัพท์ง่าย ๆ ว่า Self Explaining Road ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเรามาก ๆ ก็คือป้ายเตือนบนทางยกระดับที่กำหนดไว้เพียงแค่ 90 ก็หมายความว่า หากใช้ความเร็วประมาณที่กำหนดก็จะมีโอกาสปลอดภัยสูงมาก หรือแม้เกิดอุบัติเหตุก็จะผ่อนหนักเป็นเบา

ที่ถนน Motorway ไปพัทยาบางช่วงกำหนดไว้ 120 บางช่วงกำหนดไว้ 90 ส่วนสาเหตุที่คนขับไม่สวามิภักดิ์ต่อตัวนำนักขับหรือป้ายเตือน

ผมคิดว่านักขับส่วนหนึ่งยังไม่รู้ว่ามันมีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อการใช้รถใช้ถนนอย่างไรบ้าง เราพอสรุปได้ในเบื้องต้นนี้ว่า “ตัวนำนักขับหรือ Driver Guides” ช่วยให้นักขับที่สวามิภักดิ์มีความปลอดภัย

การขับรถหลายคนและส่วนมากมีพฤติกรรมการขับ มีรูปแบบการขับแตกต่างกันมากทั้ง ๆที่มีอวัยวะเท่ากัน (พฤติกรรมการขับ เช่น การขับชิดคันหน้า ขับเว้นระยะห่างน้อยเกินไปฯลฯ รูปแบบการขับ เช่น ขับเร็ว ขับปาดซ้ายปาดขวา กดแตร กดดันรถคันอื่น ฯลฯ)

ลักษณะของรถก็เหมือนกัน ถนนก็เหมือนกัน การจอดชิดขอบทางเท้า การเดินหน้า การถอยหลัง การหยุดรถบนทางเนินลาดชันนั้นเป็นเพียงความรู้และทักษะส่วนหนึ่งเมื่อเราไปสอบใบขับขี่ แต่การขับรถนั้นมีความยากลำบากมาก ๆ เปรียบเสมือนการเล่นเปียโน ต้องใช้สมาธิ ใช้ตาอ่านตัวโน๊ตล่วงหน้า ใช้นิ้วสัมผัสแป้นตัวโน๊ต ใช้ขาคุมจังหวะเสียงเบส การขับรถก็คล้าย ๆกัน

การขับรถ“ไม่ง่าย” ในยุคนี้มีความเกี่ยวข้องหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ความพร้อมทางด้านร่างกายทั้งภายในและภายนอก ความรู้ทางด้านเทคนิคต่าง ๆ เกี่ยวกับรถ ความรู้เกี่ยวกับกฎของถนน หลักการขับปลอดภัย หลักการขับเชิงป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้มันทำหน้าที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน แท้จริงแล้วการขับรถก็คือการกระทำซ้ำ ๆ ระหว่าง “การเห็น – การคิด – การกระทำ See – Think Act” วนเวียนอยู่ 3 อย่างนี่แหละครับ เห็นคันหน้าเบรก เราก็คิดว่าจะเบรก ทำการเหยียบเบรกดั่งที่ใจคิด……คำถามที่น่าขบคิดก็คือแล้วเราจะเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่ คิดจะทำอะไรอย่างไรและทำเมื่อไหร่

มีอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นโดยที่ผู้ขับได้ตัดสินใจเบรกอย่างเต็มที่แต่รถไม่หยุด  เกิดอุบัติเหตุที่ชนท้ายกันบ่อย ๆ เราเห็นกันเกือบทุกวัน ทุกครั้งที่รถคันหน้าหยุด รถคันหลังก็จะเบรกทุกครั้ง คันไหนที่เบรกหยุดก็โชคดีไป คันไหนที่เบรกไม่หยุดก็ชน บางทีก็ชนต่อ ๆ กัน  “ระยะหยุดคือสิ่งที่นักขับทั้งหลายควรรู้
ระยะเบรกหมายถึงระยะตั้งแต่คนขับมองเห็นรับรู้อุปสรรคหรือปัญหา (เช่นเห็นรถเสียจอดขวางทาง) คิดว่าจะทำอย่างไร (สมมติว่าจะต้องหยุดรถ) ก็ต้องมีการกระทำนั่นก็คือ
การยกเท้าขวาจากแป้นคันเร่งไปที่แป้นเบรก (ยังไม่เหยียบเบรก) และสุดท้ายก็คือเหยียบเบรก เมื่อเอา 3 อย่างมารวมกันเราก็เรียกว่า ระยะหยุด

                 ระบบคิดและขั้นตอนจะเป็นแบบนี้ 1.ระยะเห็นระยะรับรู้ (กลไกของตาและสมอง) + 2.ระยะกระทำ (เท้าขวายกมาที่แป้นเบรกตามคำสั่งโดยอัตโนมัติของสมอง) + 3.ทำการเบรกกดเท้าขวาค้างไว้จนกว่ารถจะหยุด

                 สมมติว่ารถวิ่งด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะเห็นระยะรับรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ใช้ระยะไปประมาณ 28 เมตร พอกระทำยกขาขวาไปที่แป้นเบรกก็ใช้ระยะไปประมาณ 12 เมตร พอเริ่มเหยียบเบรกจนรถหยุดก็ใช้ระยะไปประประมาณ 28 เมตร เมื่อรวมทั้ง 3 กิจกรรมเข้าด้วยกันจะต้องมีระยะหยุดมากประมาณ 68 เมตร (ระยะเห็น + ระยะกระทำ+ ระยะเบรก = ระยะหยุด) ระยะ 68 เมตรก็ยาวเท่ากับเอารถกึ่งพ่วงมาต่อกัน 4 คันกว่า ๆ หรือรถมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จอดเรียงท้ายติดกันจำนวน 11.3 คัน (หนึ่งคันยาว 6 เมตร)
ลองนึกภาพดูครับหากรถวิ่งที่ความเร็วประมาณ 3 เท่าหรือประมาณ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทุกอย่างคูณด้วย 3 ยกตัวอย่างเช่น ระยะเห็นก็เท่ากับ 28×3 = 84 เมตร ระยะกระทำที่ยกขาขวามาที่แป้นเบรกโดยที่ยังไม่เหยียบเบรก 12×3 = 36 เมตร ระยะเบรก 28×3 = 84 รวมทั้ง 3 ระยะเท่ากับ 204 เมตร

              โดยธรรมชาติของคนขับรถเมื่อจะหยุดรถก็จะประกอบด้วย 3 อย่างนี้ เรียกระยะทั้ง 3 นี้ว่า”ระยะที่ปลอดภัย”หรือ Safety Margin (เราต้องรักษาระยะนี้ไว้ตลอดการขับรถ)

ในการขับรถเราจำเป็นต้องมีระยะที่ปลอดภัยเสมอ และระยะปลอดภัยที่ว่านี้จะแปรผันตามความเร็ว ถ้าใช้ความเร็วสูงระยะก็จะมาก ใช้ความเร็วต่ำระยะก็จะน้อย ระยะปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ

              บางคนเข้าใจตัวเลขแต่พอให้ชี้ระยะก็ชี้ไม่สอดคล้องกับตัวเลขที่เข้าใจ ดังนั้นก็ต้องมั่นใจนะครับว่าระยะที่เข้าใจและระยะจริงที่เราเว้นในแต่ละขณะจะมีความใกล้เคียงกัน การหมั่นฝึกวัดระยะ ฝึกมองระยะพอช่วยให้เข้าใจได้เร็วขึ้น Safety Margin ต้องมีเสมอเพื่อเตือนให้เราสร้าง”ระยะหยุด”

               อุบัตเหตุที่เกิดขึ้น นี้เกิดจากผู้ขับขี่รถเบนซ์ ไม่มีSafety Margin และไม่ “สวามิภักดิ์ป้ายเตือน”…….จึงเป็นเหตุให้เราต้องสูญเสียบุคคลกรที่มีคุณค่าของประเทศไปถึง2คน

วณัฐสุข สงวนศิริ
หัวหน้าผู้ฝึกสอน aDTC

Leave a Reply

Your email address will not be published.